แต่จะลองมองกระเป๋าในฐานะที่ไม่ได้เป็นแค่ภาชนะใส่สัมภาระที่หิ้วติดตัวไปได้ทุกที่ แต่สำหรับใครหลายคน มันเป็นสินทรัพย์ เป็นการลงทุน และเป็นมรดกล้ำค่า โดยเฉพาะ “กระเป๋าใบหรู” แบรนด์ชั้นนำของโลก อย่าบอกนะว่า คุณไม่ถือกระเป๋า และรู้หรือไม่ว่า กระเป๋าที่คุณถือ ไม่ว่า มันจะ “โนเนม” หรือ “แบรนด์เนม” มันเป็นเครื่องมือในการ “แสดงตัวตน” อย่างหนึ่ง (ขอย้ำ แสดงตัวตน ไม่ใช่ แสดงคุณค่า ของคนถือ)
ถ้าไปถามสาวกของกระเป๋าแบรนด์เนมว่า ทำไมเธอและเขา เลือกที่จะใช้กระเป๋าพวกนี้ ทั้งๆ ที่กระเป๋าบางใบ ราคาสูงกว่ารายได้ทั้งปีและอาจจะตลอดชีวิตของคนบางคนเสียอีก นอกจาก ความงามจากมันสมองของดีไซเนอร์ระดับโลก ความหรูหรา มีระดับ และเสริมบุคลิกของผู้ถือแล้ว
คำตอบหลักๆ ที่ได้ก็จะเป็นเรื่อง “อายุการใช้งาน” ที่ยาวนานกว่ากระเป๋าธรรมดาๆ ที่ทำให้ผู้เป็นเจ้าของมอง ว่า คุ้มค่ากับการลงทุน
สาวกอีกคนหนึ่ง บอกว่า เธอใช้กระเป๋าเงินใบนี้ทุกวันมาตั้งแต่ปี 2543 แบบไม่ได้ทะนุถนอมเท่าไรนัก แต่
เวลาผ่านไป 7 ปี ก็ยังดูเหมือนใหม่ ซึ่งทำให้เธอมั่นใจว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ไม่ได้มีเพียงแค่ความคงทนที่มัดใจให้หลายคนเลือกที่จะควักเงินซื้อกระเป๋าแบรนด์ดังมาครอบครอง แต่ยังเป็นเพราะ “ความคลาสสิก” ของกระเป๋าแต่ละแบบด้วย
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าของนั่งกอดกระเป๋าน้ำตาตก แล้วคิดว่า ไม่น่าหลวมตัวซื้อเพราะกระเป๋าใบนั้นจะนอนรอเวลาที่จะกลับมาเฉิดฉายในวงสังคม (ของกระเป๋า) อีกครั้ง เหมือนอย่าง กระเป๋าหลุยส์วิตตอง รุ่นสปีดี้ ที่ตอนนี้กลับมาฮิตทั่วเมือง
“ใบนี้อายุแก่กว่าหนูอีก เพราะเป็นของคุณแม่ ซื้อมาใช้ตอนสาวๆ แล้วพอมันเอาต์ก็เก็บไว้ในตู้ ตอนนี้มัน กลับมาฮิตใหม่หนูก็เลยขอคุณแม่มาใช้” น้ำหวาน สาวรุ่นในแหล่งแฟชั่น ชั้นนำแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เล่าประวัติ “เจ้าสปีดี้” ของเธออย่างชื่นชม
เมื่อรวมเอา “ความดี” ทั้งหมดที่กระเป๋าหรูพวกนี้มี ทำให้ยกฐานะจาก กระเป๋าธรรมดาๆ ขึ้นมาเป็น”ทรัพย์สิน” ที่มีมูลค่าในตัวเอง เพราะมีความต้องการซื้ออยู่ในตลาดมือสองอยู่ตลอดเวลา ผ่าน “ตลาดรอง”หรือร้านรับซื้อ ขาย และแลกเปลี่ยน กระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง ที่กระจายอยู่ตามแหล่งแฟชั่นชั้นนำ เพียงแต่ว่า คุณต้องเตรียมใจยอมรับมูลค่าที่จะหายไป 50-60% จากราคาที่ซื้อมา
นอกจากนี้ ราคาซื้อขายยังขึ้นอยู่กับ “สภาพของกระเป๋า” และ “สภาพของตลาด” ในขณะนั้นๆ ด้วย
เช่นเดียวกับ เยาวภา สัทธรรมพงศา ร้าน MegShop ที่ขายและรับซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง ในสวนลุมไนท์บาซาร์ ที่บอกว่า ราคาในตลาดรองจะขึ้นอยู่กับความนิยมของตลาดในขณะนั้นและสภาพ ของสินค้า “รุ่นที่ยังอยู่ในความนิยมก็จะได้ราคาดี นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ถ้าค่าเงินบาทแข็งค่า เมื่อเทียบเงินยูโร ราคา (ของใหม่) ก็ถูกลง บางคนมาขายไม่ขาดทุน โดยเฉพาะพวกเก่าเก็บ บางคนก็
เหมือนยืมไปหิ้ว เพราะซื้อไปแล้วกลับมาขายคืนก็ขาดทุนแค่ 3 พันบาท ถ้าซื้อของปลอมใบละ 6-7 พัน ก็ มาขายต่อไม่ได้” เยาวภา กล่าว
ไม่ว่าจะใช้กระเป๋าแบบไหน ไม่ว่าจะมองว่า มันเป็นเพื่อนคู่กายหรือสินทรัพย์ล้ำค่า แต่อย่าตัดสินคุณค่าของคนเพียงแค่กระเป๋าที่เขาถือ
ขึ้นชื่อว่าของ “มือสอง” ย่อมมีราคาถูก เป็นที่สนอกสนใจของเหล่าบรรดาขาช็อปแน่นอน เช่นเดียวกับ “กระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง” ที่เหล่าวัยรุ่น วัยโจ๋ วัยช็อป ต่างชื่นชอบ จับจองมาเป็นของใช้ส่วนตัวอย่างมากมาย ด้วยตอนนี้ตลาดของแบรนด์เนมมือสอง ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แค่แหล่งช็อปวัยรุ่นตรงสยามสแควร์ ก็นับได้หลายร้านเลยทีเดียว เพราะความต้องการของ “คนอยากขาย” กระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง และ “คนอยากซื้อ” มีมากพอกัน
“หมิง” เจ้าของร้านกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองนัมเบอร์ทู ย่านสยามสแควร์ บอกว่า ลูกค้าที่มาขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองมีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีเงินที่สามารถซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาสูง เมื่อเบื่อหรือตกเทรนด์แล้ว ถ้าให้คนอื่นก็เสียดาย เก็บไว้เองก็ไม่ได้ใช้ ซึ่งราคาที่รับซื้อจะแล้วแต่ยี่ห้อและรุ่นกระเป๋า
“ราคาที่ซื้อบางใบหลักแสน ขายต่อในราคาหลักหมื่น ส่วนใหญ่เป็นยี่ห้อหลุยส์ วิตตอง จะขายดีสุด เพราะอินเทรนด์ตลอดเวลา คงทน ซึ่งวัยรุ่นอย่างนักศึกษาจะนิยมซื้อมากที่สุด และกลุ่มที่มาขายกระเป๋าแบรนด์เนมก็เป็นกลุ่มวัยรุ่นเช่นกัน บางคนซื้อมาใช้เพียง 1-2 เดือนก็เปลี่ยน แล้วเอามาขาย หรือซื้อมาแล้วไม่ชอบก็เอามาขายต่อ ตอนนี้ยี่ห้อเฮอร์เมสแพงที่สุดในร้าน คือราคา 3 แสนบาท”
เจ้าของร้านบอกอีกว่า ที่กระเป๋าแบรนด์เนมมือ 2 ได้รับความนิยม เพราะว่าราคาถูก ที่สำคัญสภาพไม่ต่างจากมือ 1 เลย การรักษาเพียงปัดฝุ่นไม่ให้ฝุ่นเกาะเท่านั้น
“วิธีการดูว่ากระเป๋าเป็นของแท้หรือไม่ ต้องอาศัยประสบการณ์ หรือดูที่หลักฐาน อย่างใบเสร็จการซื้อกระเป๋าจะช่วยยืนยันได้ว่าเป็นของแท้ หรือซื้อจากคนที่รู้จักกันจริงๆ เพื่อกันถูกหลอก ที่สำคัญราคาของกระเป๋าแบรนด์เนม แม้จะเป็นมือสองแล้ว ราคาจะลดลงมาเกือบ 50% ต้องเช็ครุ่นกระเป๋า และยี่ห้อให้ดีก่อนตัดสินใจ

เพื่อนๆ เคยคิดไหมค่ะว่า ทำไมกระเป๋าแฟชั่น พวก กระเป๋าแบรนด์เนม กระเป๋าหลุยส์ ต่างก็มีราคาที่สูงมากทีเดียว แล้วแรงบันดาลใจในการออกแบบกระเป๋าแบรนด์เนมเหล่านี้ มาจากไหนกัน คำตอบมีอยู่ในนี้แล้วคะ
ถ้าจะให้พูดถึงรุ่นคลาสสิกของแอร์เมสก็คงจะเป็นรุ่นนี้ Birkin Bag (เบอร์กิ้น แบ็ค) คงจะเป็นตัวอย่างทีดีที่สุดว่าทำไมกระเป๋าใบหนึ่งถึงมี ..ราคากว่าครึ่งล้านบาท! กระเป๋ารุ่นเบอร์กิ้น แบ็ค นั้นตั้งตามชื่อนักแสดงดังอย่าง เจน เบอร์กิ้น ต้นกำเนิดจริงๆ ก็มาจากตัวเองนั่นแหละ เมื่อครั้งหนึ่งที่เธอนั่งอยู่บนเครื่องบินส่วนตัวสุดหรูของ CEO ของแอร์เมส ขณะที่เธอกำลังหยิบสมุดบันทึก
แอร์เมสของเธอขึ้นมานั้นกระดาษเอกสารของเธอได้หล่นกระจัดกระจายเต็มไปทั่ว เธอได้บอก กับ CEO ว่ากระเป๋ารุ่นใหม่ๆ นั้นใช้งานไม่ค่อยได้เรื่อง เธอเสนอว่าอยากจะออกแบบกระเป๋าสักรุ่นให้กับแอร์เมส หลังจากนั้นไม่นานเธอก็หาหนังที่ต้องการได้ และพูดคุยกับทางแอร์เมส สุดท้ายกระเป๋ารุ่นนี้ก็ได้ทำออกจำหน่ายจริง และตั้งชื่อตามเธอด้วย อีกทั้งเบอร์กิ้น ยังเปน
กระเป๋าที่เป็นสัญลักษณ์ ของแอร์เมสจนกระทั่งทุกวันนี้ ปัจจุบันกระเป๋าเบอร์กิ้นมีราคาเกือบหลักแสน ตัดเย็บและทำตัวกระเป๋าทั้งใบด้วยช่างชำนาญการพิเศษและใช้เวลา กว่า 48 ชั่วโมงกว่าที่แต่ละใบจะเสร็จเรียบร้อย อีทั้งยังการควบคุมการผลิตไม่ให้เกิน 200 ใบต่อปี ว่ากันว่าผู้ที่ตั้องการสั่งจองอาจจะต้องรอนานถึง 5 ปี กว่าจะได้มาครอบครองส่วนรุ่นที่แพงที่สุดคือ รุ่นหนังจระเข้ราคาอยู่ที่ใบละ 1,800,000 บาท น่าตกใจเลยทีเดียว แต่กระเป๋าใบนี้ไม่ใช่เพียงสิ้นค้าแฟชั่นเท่านั้นนะ เพราะเอบร์กิ้นได้กลายมาเป็นการลงทุนอีกอย่างหนึ่งไปแล้ว เพราะกระเป๋ารุ่นนี้มีแต่ราคาขึ้นและขึ้นเท่านั้น แต่ขอบอกว่าไม่ใช่มีเงินแล้วจะซื้อได้นะจ๊ะ เพราะต้องรอ รอ รอ แล้วก็ รอ อีกด้วย..

อีกแบรนด์ที่ราคาสูงไม่แพ้กัน “Balenciaga” (บาลองเชียก้า) เป็นอีกแบรนด์เก่าแก่ที่ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1914 ที่ประเทศสเปน และเริ่มเป็นที่รู้จักกันในหมู่สังคมชั้นสูงเมื่อราชวงศ์ของสเปนต่างสวมใส่แบรนด์นี้กันอย่างเป็นประจำ หลังจากสงครามกลางเมืองที่สเปนทำให้บาลองเชียก้าต้องปิดร้านที่สเปนลง และย้ายไปปักหลักที่ปารีส ปัจจุบันนี้บาลองเชียก้ามีดีไซเนอร์คนเก่งอย่าง นิโคลาส เกรสิแยร์ เป็นผู้ดูแลดีไซด์ทั้งหมด บาลองเชียด้าโด่งดังจากกระโปรง Bubble Skirt ที่ยังคงเปนอมตะ และผลิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ส่วนกระเป๋ายอดฮิต และแสนแพงของบาลองเชียก้านั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากการขับขี่มอเตอร์ไซด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่น “Lariat” แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าแรนด์ใหญ่ระดับนี้กลับมามีช็อปอยู่น้อยมากๆ มีเพียงสองสาขาเท่านั้นในอเมริกา อีกทั้งยังมีสาขาในกรุงเทพฯ ด้วย และเหมมือนกับยี่ห้ออื่นทั่วๆ ไป กระเป๋าของบาลองเชียก้า ถ้าแพงนั้น แพงจากคุณภาพของหนังที่ใช้ ซึ่งมีความพิเศษตรงที่บางแต่แข็งแรง และมีความยืดหยุ่นสูง กระเป๋าของ บาลองเชียก้ามีชื่อเสียงตรงที่การใช้งาน ว่ากันว่าคุณไม่จำเปนต้องรักษาเลยเพราะว่ากระเป๋าของบาลองเชียก้านั้นยิ่งเก่ายิ่งสวย ยิ่งหนังยับย่นมากเท่าไหร่ ยิ่งมีค่ามากเท่านั้น อีกทั้งไม่ต้องกลัวของปลอมอีกด้วย เพราะหนังที่เป็นลักษณะเฉพาะของนั้นไม่ว่าจะปลอมอย่างไรก็ไม่มีทางเหมือนแน่นอน กระเป๋าบาลองเชียก้าสนนราคาเริ่มต้นที่ใบละ 50,000 บาท จนถึงหลายแสนบาท
เมื่อเรา เอ่ยชื่อถึงกระเป๋าLongchamp กระเป๋าแบรนด์เนมชื่อดัง ที่มีชื่อเสียงจนทำให้สาวไทยไม่น้อยที่อยากจะเป็นเจ้าของสักใบ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา หรือสาวออฟฟิต ต่างก็รู้จักกระเป๋ายี่ห้อนี้เป็นอย่างดี กระเป๋าแฟชั่น ยี่ห้อนี้ ถือได้ว่าเป็นกระเป๋าที่หลายๆคนฮิตไม่มีตก ดังนั้นวันนี้ เราจะมาพูดถึงกระเป๋าแบรนด์เนม กระเป๋าแฟชั่น Longchampกันคะ
**กระเป๋าจ่ายตลาดของฝรั่งเศส**
Longchamp เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ลู่วิ่งในสนามม้า เป็นเครื่องหนังของกรุงปารีส ภายใต้โลโกนักขี่ม้าแข่ง กำเนิดขึ้นเมื่อปี 1948 โดยฌอง กาสสย์ แกรง ซึ่งผลิตเครื่องหนังใช้หุ้มกล้องยาสูบ จนถึงปี 1960 จึงเริ่มปรับรูปแบบมาผลิตสินค้าเครื่องใช้เกี่ยวกับการเดินทางที่ผลิตจากหนังแกะ
ปี 1975 Longchamp เริ่มเข้าสู่วงการแฟชั่นด้วยการผลิตกระเป๋าสำหรับสตรีเป็นรุ่นแรกในชื่อรุ่น Veau Foulonne ชื่อเสียงของ Longchamp เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นจนสามารถเปิดตลาดที่เอเชียที่ฮ่องกงเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1979
จากกระเป๋าหนังแฟชั่นระดับแบรนด์เนม ปี 1994 Longchamp ได้เปิดตัวคอลเล็คชั่นใหม่ Le Pliages ‘เลอ ปิยาด’ ซึ่งเป็นกระเป๋าพับที่ตัดเย็บจากไนลอน น้ำหนักเบา พับเก็บได้ มีหูหิ้วและฝาปิดกระเป๋าเป็นหนัง มีสีสันให้เลือกหลากหลาย ซึ่งครั้งแรกว่ากันว่าผลิตขายเฉพาะในสนามบินส่วน Duty Free เท่านั้น เพื่อให้นักเดินทางได้ใช้สำหรับใส่สัมภาระชอปปิ้ง แถมตั้งราคาถูก คุณภาพทนทาน กันน้ำ จึงเป็นที่ถูกใจของนักชอปปิ้งเป็นอย่างมาก ต่อมาจึงกลายมาเป็นรุ่นฮอตฮิตไปทั่วโลกกว่า 10 ปีแล้ว
สำหรับสาวฝรั่งเศสรวมไปถึงสาวยุโรปนั้นชอบถือกระเป๋ารุ่น Le Pliages กันมาก เรียกได้ว่าเกร่อถนนกันทีเดียว เพราะน้ำหนักเบา ทนทาน จุของได้มาก จึงเหมาะกับการถือไปจ่ายตลาด ไปชอปปิ้ง และใช้พับเก็บเป็นกระเป๋าลูกในกระเป๋าเดินทาง เนื่องจากยุโรปไม่นิยมหิ้วถุงพลาสติก
หน้าตาของกระเป๋า Le Pliages ทำด้วยไนลอน มีฝาปิดเปิดและหูหิ้วที่ทำด้วยหนัง จะมี 2 ขนาดให้เลือกใช้และเป็นรหัสที่รู้กันในหมู่สาว ๆ ที่นิยมรุ่นนี้ คือ รุ่นไซส์ S หูสั้น,S หูยาว ไซส์ M หูสั้น,Mหูยาว แม้จะมีเพียงไม่กี่ขนาดและรูปแบบก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง แต่เสน่ห์ของรุ่นนี้อยู่ที่น้ำหนักเบามาก ทนทาน และที่พิเศษคือมีสีสันสดใสซึ่งเจ้าของผลิตภัณฑ์จะมีกลยุทธ์ออกออกสีสันและลวดลายใหม่ ๆ ปีละ 2 ครั้งตามฤดูกาลของแฟชั่นคือ Spring/Summer และ Autumn/Winter
และทุกครั้ง เมื่อ Le Pliages รุ่นใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด บรรดาสาว ๆ สาวกของ Le Pliages ทั่วโลกก็จะต้องดิ้นรนหามาเป็นเจ้าของให้ได้